การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านศุลกากรเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าในประเทศไทยที่มีมูลค่า 1 - 1,500 บาท
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 13 มกราคม 2568
อ้างอิงจากประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท (ฉบับที่ 2) ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2567 ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค ระหว่างผู้ขายในต่างประเทศซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับผู้ขายในประเทศไทยที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประกอบกับประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งให้กำหนดราคาขั้นต่ำของของที่นำเข้าแต่ละรายเพื่อให้คุ้มค่ากับการจัดเก็บอากรศุลกากร อันเพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ
อธิบดีกรมศุลกากรด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงออกประกาศกรมศุลกากรที่ 232/2567 ระบุการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทเป็นการชั่วคราวผ่านกรมศุลกากร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ข้อมูลสำคัญ
- กรมศุลกากรไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินแยกตามใบนำส่งสินค้า (Air Waybill) แต่จะเป็นใบเสร็จรับเงินรวมของใบขนสินค้าทั้งหมด ผู้รับจะได้รับเฉพาะเอกสาร DHL Duty invoice/ Tax invoice เท่านั้น
กรุณาดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากคำถามที่พบบ่อยข้างล่างนี้
คำถามทั่วไป
สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1-1,500 บาท (CIF – ราคาสินค้า รวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย) จะถูกเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยประกาศฉบับใหม่นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร
รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงการคลังแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับผู้ขายในต่างประเทศซึ่งปัจจุบันยังไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ผู้ขายในประเทศไทย ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในระหว่างที่กรมสรรพากรเสนอแก้ไขประมวลรัษฎากร เพื่อเรียกเก็บ VAT จากการขายสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มผู้ขายในต่างประเทศ และนำส่งให้กรมสรรพากรเป็นรายเดือน ซึ่งกระบวนการแก้ไขกฎหมายระดับ พ.ร.บ. หรือประมวลรัษฎากรนั้นต้องใช้ระยะเวลา กระทรวงการคลังจึงออกมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นการชั่วคราวผ่านกรมศุลกากร สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท
ระยะเวลาบังคับชั่วคราว ตั้งแต่ 5 กรกฎาคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 และได้มีประกาศเพิ่มเติมให้ใช้บังคับต่อจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
คำนวณได้จาก สินค้ามูลค่าสินค้าตาม CIF x 7%
C – Cost คือราคาของสินค้า
I – Insurance คือ ค่าประกันความเสียหายของสินค้า
F – Freight คือ ค่าขนส่ง
ไม่ การเรียกเก็บอากรศุลกากร (Duties) ยังคงเงื่อนไขการเรียกเก็บตามเดิม คือ สินค้ามูลค่า CIF ไม่เกิน 1,500 บาท จะได้รับการยกเว้นอากร
ในระหว่างที่กรมสรรพากรเสนอแก้ไขประมวลรัษฎากร เพื่อเรียกเก็บ VAT จากการขายสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มผู้ขายในต่างประเทศ และนำส่งให้กรมสรรพากรเป็นรายเดือน ซึ่งกระบวนการแก้ไขกฎหมายระดับ พ.ร.บ. หรือประมวลรัษฎากรนั้นต้องใช้ระยะเวลา กระทรวงการคลังจึงออกมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นการชั่วคราวผ่านกรมศุลกากร สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท และได้มีประกาศเพิ่มเติมให้ใช้บังคับต่อจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
กรมศุลกากรจึงขอความร่วมมือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ รวมถึง DHL Express ที่ให้บริการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในไทย เป็นผู้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และนำส่งกรมสรรพากรต่อไป
ถูกต้อง กรมศุลกากรขอความร่วมมือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทุกราย รวมถึง DHL Express ที่ให้บริการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในไทย เป็นผู้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และนำส่งกรมสรรพากรผ่านกรมศุลกากรต่อไป
DHL Express ให้ความร่วมมือกับกรมศุลกากรและอำนวยความสะดวกกับลูกค้าในระหว่างการบังคับใช้มาตรการชั่วคราวนี้ สำหรับการนำเข้าสินค้ามูลค่า 1-1,500 บาท ลูกค้าจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามจริง โดย DHL ไม่คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
VAT คือภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บจากผู้บริโภค โดยในไทยกำหนดให้เก็บที่อัตรา 7% ของราคาขายสินค้าหรือบริการ เพื่อเข้าสู่คลังของประเทศ
กรุณาติดต่อกรมสรรพากร หรือกรมศุลกากรโดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูล
DHL Express จะไม่นำส่งสินค้าแก่ผู้รับ จนกว่าจะมีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ผู้รับสามารถชำระได้ผ่านช่องทาง ดังนี้
- ชำระด้วยบัตรเครดิต หรือ QR payment บนแพลตฟอร์ม ADC (Advance Duty Collection) ของ DHL Express ซึ่งผู้รับจะได้ลิงก์ชำระเงินทาง SMS หรืออีเมลที่ผู้ส่งได้ระบุไว้
- ชำระผ่าน QR payment ในวันที่รับสินค้า โดยเจ้าหน้าที่คูเรียร์จะเป็นผู้สร้างลิงก์ QR payment ให้ผู้รับโดยตรง
เนื่องจากกรมศุลกากรไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินแยกตามใบนำส่งสินค้า (AWB) แต่จะเป็นใบเสร็จรับเงินรวมทั้งใบขน ผู้รับจะได้รับเฉพาะเอกสาร DHL Duty invoice/ Tax invoice เท่านั้น หากต้องการเอกสารศุลกากรอื่นๆ สามารถส่งอีเมลแจ้งความประสงค์ที่ CustomsDocumentQuery@dhl.com
ผลกระทบต่อผู้ส่ง
เพื่อการนำเข้าสินค้าที่รวดเร็วและเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ส่งควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ระบุชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า/ผู้รับ ถูกต้องตามข้อมูลผู้นำเข้าและผู้เสียภาษี
นอกจากนี้ ผู้ส่งต้องระบุอีเมลและเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ถูกต้องและใช้งานได้จริงของผู้รับในประเทศไทย เพื่อให้ DHL Express ส่งลิงก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ/หรืออากรศุลกากร (Duties) ได้
- สำแดงรายละเอียดสินค้าให้ถูกต้อง ครบถ้วน และมูลค่าสินค้าตามจริง
- ระบุชื่อและที่อยู่ผู้นำเข้า/ผู้รับ ให้ถูกต้อง
- ระบุอีเมลและเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ถูกต้องและใช้งานได้จริงของนำเข้า/ผู้รับ
ผลกระทบต่อผู้รับ (ผู้นำเข้า)
ผู้รับที่นำเข้าของที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1-1,500 บาท (CIF – ราคาสินค้ารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย) เข้ามาในประเทศไทย จะถูกเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิมที่ไม่ได้มีการเรียกเก็บ มีผลบังคับใช้วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 และภายหลังได้มีการประกาศเพิ่มเติมให้ใช้บังคับต่อจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
- สื่อสารกับผู้ส่งว่าให้ระบุชื่อ ที่อยู่ อีเมล และเบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้รับให้ถูกต้อง
- ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่านช่องทางชำระเงินของผู้ให้บริการขนส่ง เช่น แพลตฟอร์ม ADC (Advance Duty Collection) ของ DHL Express โดยผู้รับจะได้รับลิงก์ชำระเงินผ่าน SMS หรืออีเมลที่ผู้ส่งได้ทำรายการไว้
- หากผู้รับไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) DHL Express จะไม่สามารถนำส่งสินค้าได้