เมื่อพูดถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) คือสิ่งที่ควรโฟกัสเป็นอันดับแรก การปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse Gases (GHG) แบ่งออกเป็น 3 ขอบเขต (scope) ด้วยกัน
- Scope 1 emissions คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) โดยตรงจากแหล่งที่เป็นเจ้าของหรือควบคุม
- Scope 2 emissions คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้า ไอน้ำ เครื่องทําความร้อน และความเย็นที่เกิดจากการซื้อ
- Scope 3 emissions คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทางอ้อมอื่นๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในซัพพลายเชนของบริษัท
จากข้อมูลของ PwC ระบุว่า Scope 3 emissions คิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ระหว่าง 65% ถึง 95% DHL GoGreen Plus คือโซลูชันของ DHL Express ที่จะช่วยให้ธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Sceop 3 emissions และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดคาร์บอนจากภายในกระบวนการดำเนินการ (insetting) โดยเลือกใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศผ่านเครื่องบิน
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 หรือ Scope 3 emissionsในระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิก (APAC) และวิธีที่บริการ GoGreen Plus ของ DHL Express จะช่วยให้ธุรกิจจัดการและลดการปล่อยมลพิษเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะเจาะลึกถึงความท้าทายและโอกาสในการลด Scope 3 emissions ในภาคโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิก โดยดึงข้อมูลเชิงลึกจากเอกสารไวท์เปเปอร์ของ DHL Express ที่ชื่อ Sustainability in Motion: Understanding Carbon Footprint in Logistics and Supply Chain Across Asia-Pacific Regions
ไวท์เปเปอร์ฉบับนี้ยังทำการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 หรือ Scope 3 emissions รวมถึงให้คำแนะนําในทางปฏิบัติสําหรับธุรกิจ และกรณีศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริงที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การลดก๊าซคาร์บอนฯ แบบ insetting ซึ่งลดตั้งแต่ภายในกระบวนการดำเนินว่าประสบความสําเร็จอย่างไร โดยเป็นการนําเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) มาใช้ผสมกับน้ำมันเครื่องบินทั่วไป และธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยที่ทำการขนส่งระหว่างประเทศสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการลงมือทำเพื่อลด Scope 3 emissions
ทําความเข้าใจผลกระทบของ Scope 3 emissions ในภาคโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิก
Scope 3 emissions คือการปล่อยมลพิษในขอบเขตที่ 3 เป็นการปล่อยมลพิษทางอ้อมที่เกิดขึ้นตลอดซัพพลายเชนของบริษัท อ้างอิงจาก Greenhouse Gas Protocol นั้น Scope 3 emissions แยกย่อยได้อีก 15 หมวดหมู่คือ
- การซื้อสินค้าและบริการ
- สินค้าทุน หรือเครื่องมือที่ช่วยในการผลิตสินค้า
- กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงานที่ไม่รวมอยู่ใน Scope 1 หรือ Scope 2
- การขนส่งและการกระจายสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำ (upstream) ระหว่างบริษัทและคู่ค้า
- กระบวนการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นในการดําเนินงาน (operations)
- การเดินทางเพื่อธุรกิจ
- การเดินทางของพนักงาน
- สินทรัพย์ที่เช่ามาในส่วนต้นทาง
- การขนส่งและกระจายสินค้าปลายน้ำ (downstream) เพื่อจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า
- การแปรรูปสินค้าที่องค์กรจำหน่าย
- การใช้งานสินค้าที่องค์กรจำหน่าย
- การกำจัดซากผลิตภัณฑ์ที่องค์กรจำหน่าย
- ทรัพย์สินที่เช่ามาหลังผ่านการผลิตขององค์กร
- การดำเนินการของแฟรนไชส์
- การลงทุน
โลจิสติกส์เป็นตัวเชื่อมโยงที่สําคัญในหลายหมวดหมู่เหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขนส่งและการกระจายสินค้า การผลิตสินค้า การใช้งานสินค้า การกำจัดซากผลิตภัณฑ์ที่องค์กรจำหน่าย เมื่อเรานึกถึงวิธีลดการปล่อยมลพิษใน Scope 3 จะเห็นได้ว่าภาคโลจิสติกส์เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพราะมีเครือข่ายที่กว้างขวางและการดําเนินงานขนาดใหญ่
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีบทบาทสําคัญในตลาดโลจิสติกส์และซัพพลายเชนทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมของภาคส่วนนี้ Modor Intelligence ประมาณการว่าการตลาดโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตที่ CAGR 5.24% ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2029 สูงถึง 4.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029
ในบรรดาภาคโลจิสติกส์ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนที่ปล่อย Scope 3 emissions มากที่สุดคือ
การผลิต
APAC เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก การผลิต การประกอบ และการขนส่งสินค้าระหว่างศูนย์กลางเหล่านี้และไปยังส่วนอื่นๆ ของโลกมีส่วนสำคัญในการปล่อยมลพิษใน Scope 3 เพราะกระบวนการต่างๆ เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานมาก
จากไวท์เปเปอร์ของ DHL Express ระบุว่า
"ภาคการผลิตของเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในจีน เป็นตัวการหลักในการปล่อยมลพิษจากกิจกรรมโลจิสติกส์ กระบวนการผลิตเองซึ่งมักพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมีส่วนสําคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ การขนส่งสินค้าที่ผลิตยังเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย"
การขนส่งทางอากาศ
การพึ่งพาการบินเพื่อการจัดส่งที่รวดเร็วส่งผลให้มีการปล่อยมลพิษสูงจากการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเครื่องบิน ถึงแม้อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศจะมุ่งมั่นที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สําคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากการพัฒนาด้านเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) และการนำมาใช้ในอัตราที่ช้า รวมถึงมีเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใหม่กว่า
จากไวท์เปเปอร์ของ DHL Express ระบุว่า
"สนามบินหลักๆ ในเอเชียแปซิฟิก เช่น สนามบินนานาชาติฮ่องกง สนามบินเซี่ยงไฮ้-ผู่ตง สนามบินนานาชาติอินชอน สนามบินนานาชาติเถาหยวน ไต้หวัน และสนามบินนานาชาตินาริตะ โตเกียว มีส่วนสําคัญในการปล่อยมลพิษเหล่านี้ เนื่องจากมีปริมาณสินค้าจํานวนมากที่แต่ละสนามบินต้องจัดการ"
การขนส่งทางทะเล
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสําคัญในการค้าทางทะเลทั่วโลก แต่ภาคส่วนนี้เผชิญกับความซับซ้อนที่ว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบในแนวทางปฏิบัติด้านการขนส่งที่ยั่งยืน เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย เช่น เจ้าของเรือ ท่าเรือ และอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานที่เกี่ยวข้อง
จากไวท์เปเปอร์ของ DHL Express ระบุว่า
"ภาคการเดินเรือเผชิญกับความท้าทายในการลดคาร์บอนฯ โดยเรือส่วนใหญ่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มีเรือจำนวนน้อยเท่านั้นที่กําลังใช้หรือกําลังใช้ทางเลือกที่สะอาดกว่า เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว เมทานอล และเทคโนโลยีไฮบริด"
อีคอมเมิร์ซ
จํานวนผู้ใช้อีคอมเมิร์ซในเอเชียคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น 46.98% ระหว่างปี 2024 ถึง 2029 แตะจำนวนผู้ใช้ 2.18 พันล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนที่สําคัญของ Scope 3 emissions 3 ในอนาคต การเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซหมายถึงความต้องการด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น การจัดจําหน่าย และบริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะขยายผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมา
จากไวท์เปเปอร์ของ DHL Express ระบุว่า
"เนื่องจากภาคอีคอมเมิร์ซในเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการขนส่งโดยตรงถึงมือผู้บริโภค จึงจําเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานใหม่สําหรับโลจิสติกส์และบริการซัพพลายเชน โมเดลนี้มักเกี่ยวข้องกับคลังสินค้าและการขนส่งหลายขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีส่วนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมทั้งสิ้น"

DHL GoGreen Plus ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจัดการและลดการปล่อย Scope 3 emissions โดยทําให้การนำเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ไปใช้ในการขนส่งระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่าย โดยธุรกิจไทยสามารถใช้ SAF มาลดการปล่อยคาร์บอนฯ แบบ insetting ซึ่งเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนภายในการดำเนินการ ลดการปล่อยมลพิษโดยตรงจากกิจกรรมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ยังสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในเรื่องแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญสําหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ DHL GoGreen Plus ยังเสนอนำเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ยืดหยุ่น เพราะธุรกิจสามารถเลือกลดคาร์บอนในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจตนเองได้
ตัวเลือกการลดคาร์บอนที่ปรับได้ตามต้องการ ธุรกิจสามารถเลือกเป้าหมายการลดคาร์บอนได้ 10%, 20%,30%, 50% หรือ 70%
แผนราคาแบบง่าย แผนเหล่านี้สอดคล้องกับระดับการลดคาร์บอนที่เลือก ทําให้ง่ายต่อการรวมความยั่งยืนเข้ากับการดําเนินงานด้านโลจิสติกส์
นอกจากนี้ DHL GoGreen Plus ยัง ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากเกี่ยวกับการติดตามและตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ ให้กับธุรกิจ เพราะมีแดชบอร์ดการรายงานคาร์บอนอย่างละเอียดให้ดาวน์โหลดในช่วงสิ้นปี พร้อมรายงานที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลดลงมากน้อยเพียงใดผ่านการใช้ SAF ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและได้พยายามปรับเปลี่ยนเพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
DHL GoGreen Plus โซลูชั่นที่ธุรกิจทั่วเอเชียเลือกใช้ในการลด Scope 3 emissions
Yeonho Electronics
ประเทศ: เกาหลีใต้
อุตสาหกรรม: การผลิตอิเล็กทรอนิกส์
Yeonho Electronics สนองความคาดหวังด้านความยั่งยืนของลูกค้ารายใหญ่ เช่น Samsung, LG และ Hyundai ในขณะที่ยังคงประสิทธิภาพการดําเนินงานและต้นทุน การตกลงใช้บริการ DHL GoGreen Plus ทําให้ Yeonho Electronics สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสําคัญ ทําให้ Yeonho Electronics เป็นผู้ผลิตที่หลายๆ บริษัทเลือก และถือเป็นผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามข้อกําหนดด้านความยั่งยืนในภาคการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการแข่งขันสูง
Megagen Implant
ประเทศ: เกาหลีใต้
อุตสาหกรรม: รากฟันเทียม
Megagen Implant ผู้นําในตลาดรากฟันเทียมของเกาหลี มีเป้าหมายที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ให้กระทบต่อการดําเนินงานหรือเพิ่มต้นทุน การเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดําเนินงานแบบดิจิทัล และการใช้บริการ GoGreen Plus จาก DHL Express ทําให้ Megagen Implant เสริมสร้างชื่อเสียงในตลาดโลกและบรรลุเป้าหมาย ESG ด้วย
SCREEN Semiconductor Solutions
ประเทศ: ญี่ปุ่น
อุตสาหกรรม: การผลิตเซมิคอนดักเตอร์
SCREEN Semiconductor Solutions กําหนดมาตรฐานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจำตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการลดการปล่อย Scope 3 emissions โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ SCREEN Semiconductor Solutions มีปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 DHL GoGreen Plus และแนวทางการลดคาร์บอนแบบ insetting ช่วยเติมเต็มให้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของ SCREEN สมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในการจัดส่งแต่ละครั้ง และยังสามารถตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนฯ ได้อย่างครอบคลุมตลอดเส้นทางการขนส่งด้วย
Sato Seni
ประเทศ: ญี่ปุ่น
อุตสาหกรรม: การผลิตเสื้อผ้า
Sato Seni บริษัทผู้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสัญชาติญี่ปุ่นมีฐานลูกค้าอยู่ทั่วโลก บริษัทมักส่งออกสินค้าขนาดใหญ่และขนาดที่หลากหลายไปให้ลูกค้าในต่างประเทศ แต่ Sato Seni ก็พยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด การใช้ SAF ผ่านบริการ DHL GoGreen Plus ทําให้ Sato Seni สร้างสมดุลที่ดีขึ้นระหว่างประสิทธิภาพในการดำเนินงานกับความยั่งยืนขององค์กร ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการขนส่งทางอากาศ ในขณะที่ยังคงรักษาความเร็วในการขนส่งได้เหมือนเดิมและสร้างความประทับใจให้ภายในบริษัทและกับลูกค้า
ธนาคารกสิกรไทย จํากัด (มหาชน)
ประเทศ: ไทย
อุตสาหกรรม: การธนาคาร
ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าที่จะดําเนินงานอย่างยั่งยืนโดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบริการของธนาคาร และมีส่วนร่วมกับลูกค้าธุรกิจในด้านความพยายามเรื่องความยั่งยืนโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การใช้บริการ GoGreen Plus ของ DHL Express ทําให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารรายแรกในไทยที่นำเสนอทางเลือกการใช้ SAF ให้กับลูกค้าในการจัดส่งเอกสารระหว่างประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งช่วยให้ทั้งธนาคารและลูกค้ามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
The Board Factory
ประเทศ: ไทย
อุตสาหกรรม: การผลิตกระดานโต้คลื่น
The Board Factory ผู้ผลิตกระดานโต้คลื่นในประเทศไทยปรับแนวทางปฏิบัติในการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการติดตามและสื่อสารความพยายามด้านสิ่งแวดล้อม การใช้บริการ GoGreen Plus ของ DHL Express ทำให้ The Board Factory ค้นพบวิธีการวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอนและลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 3 นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลลดการปล่อยคาร์บอนซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความยั่งยืน และยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ The Board Factory ที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามที่บริษัทต้องการ
Standard Chartered
ประเทศ: สิงคโปร์
อุตสาหกรรม: การธนาคาร
Standard Chartered เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้บริการข้ามพรมแดนชั้นนําของโลก มีมุมมองที่ไม่เหมือนใครเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสที่ลูกค้าต้องเผชิญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน ความร่วมมือระดับโลกของธนาคารกับ GoGreen Plus ของ DHL Express ช่วยให้ธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในขณะที่รับประกันการส่งมอบเอกสารทางการค้าและการขนส่งที่สําคัญได้อย่างราบรื่น ด้วยการลงทุนร่วมกันในเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ธนาคารตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซที่มาจากการใช้เชื้อเพลิงในวงจรชีวิตการบินได้ถึง 80% สร้างสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เชื่อมโยงกับโลจิสติกส์ต้นน้ำของธนาคารด้วยคาร์บอนเครดิต Verified Emission Reductions (VER) คุณภาพสูง และขยายการใช้ SAF ภายในเครือข่ายของ DHL
ลดการปล่อย Scope 3 emissions ในธุรกิจคุณด้วย DHL GoGreen Plus
การหันมาสนใจเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นให้สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนสําหรับภูมิภาค การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน Scope 3 เป็นสัดส่วนสําคัญของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของธุรกิจทั้งหมด DHL GoGreen Plus จึงเป็นโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ ให้ธุรกิจนำเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) มาใช้ได้อย่างง่ายดายและให้ธุรกิจได้ลดการปล่อยคาร์บอนแบบ insetting ด้วย
ธุรกิจสามารถเลือกใช้ DHL GoGreen Plus ได้ 2 วิธี คือ
- เลือกตัวเลือก SAF เมื่อทำรายการขนส่งระหว่างประเทศบน MyDHL+
- ลงนามในสัญญาเพื่อใช้ DHL GoGreen Plus ด้วยตัวเลือกต่อไปนี้
- สัญญาพื้นฐาน แผนนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถเลือกการลดการปล่อย CO2 ได้ 4 ระดับ คือ บรอนซ์ (10%), เงิน (30%), ทอง (~50%) หรือแพลตตินั่ม (70%) ขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ
- ข้อเสนอที่กําหนดเอง สําหรับธุรกิจที่มีโปรไฟล์และความต้องการในการขนส่งที่ไม่เหมือนใคร ตัวเลือกนี้ช่วยให้ธุรกิจสร้างแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เหมาะกับธุรกิจมากขึ้น ธุรกิจสามารถตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนที่ยืดหยุ่นได้
เมื่อสมัครใช้บริการ DHL GoGreen Plus แล้ว ธุรกิจจะได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการขนส่งทางอากาศ ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ที่ดีขึ้น
ร่วมเป็นหนึ่งในลูกค้ามากกว่า 40,000 รายที่เดินทางสู่ความความยั่งยืนไปกับ DHL GoGreen Plus และก้าวไปอีกขั้นสู่โลจิสติกส์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นสําหรับธุรกิจของคุณ
เรียนรู้เพิ่มเติมว่า DHL Express ช่วยให้ธุรกิจของคุณบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้ เพียงดาวน์โหลด Sustainability in Motion Whitepaper เพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกและกลยุทธ์โดยละเอียดเพื่อทําให้การดําเนินงานด้านโลจิสติกส์ของคุณมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดาวน์โหลด Sustainability in Motion Whitepaper
ทําความเข้าใจคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในโลจิสติกส์และซัพพลายเชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

